Wat Saddhadhamma New

“ช่อฟ้า” ตีความตามนามหมายถึง ช่อหรือกิ่งที่ยื่นขึ้นไปบนท้องฟ้า ซึ่งความจริงแล้วช่อฟ้ามีวิวัฒนาการและอยู่คู่กับดินแดนในอุษาคเนย์มายาวนาน ส่วนที่เรียกกันว่าช่อฟ้านั้นคือ ช่อที่ยื่นขึ้นไปเหนือเครื่องลำยองอันหมายถึง รวยระกา ใบระกา หางหงส์ ที่ประกอบติดกันบนหน้าบันทั้งสองด้านของอาคารสถาปัตยกรรมไทย พูดง่ายๆ ว่า หากยืนอยู่หน้าพระอุโบสถแล้วมองขึ้นไป ก็จะเห็นส่วนที่เป็นกิ่งหรือช่อสูงสุดอยู่กิ่งหนึ่งบนหน้าบัน นั่นแหละเขาเรียกว่า “ช่อฟ้า”          วิวัฒนาการของช่อฟ้านั้นมีมายาวนาน เข้าใจว่าผู้คนในดินแดนอุษาคเนย์นิยมประดับประดาให้มีส่วนยื่นเลยหลังคา เช่น การนำเขาควายบ้าง นำไม้มาไขว้กันบ้าง ในลักษณะที่ทางเหนือเรียกว่า “กาแล” โดยเชื่อว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเก่งกล้าในการล่าสัตว์ หรือมีความเชื่อว่าจะไล่ นกแสก กา หรือนกเค้าแมว ที่ถือว่าไม่เป็นมงคลเพราะเป็นพาหนะของยมทูต เมื่อเกาะบ้านใดเท่ากับมียมทูตมารับตัวไป คนโบราณจึงนำปีกไม้ใหญ่ๆ มาไขว้กันให้นกเหล่านี้เข้าใจผิดว่าเป็นเหยี่ยวหรืออินทรี จะไม่กล้ามาใกล้ อันเป็นความหมายว่า เมื่อนกกาแลเห็นจะเกิดความกลัว นอกจากนี้ยังสันนิษฐานได้อีกว่า กาแลทางเหนือนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่รับมาเมื่อครั้งพม่าครองเมืองเหนือหมายถึง เรือนใดที่ติดกาแลจะได้รับการยกเว้นภาษีจากทางพม่า          สำหรับ ภาคกลาง ไม่นิยมนำเขาสัตว์หรือติดเหนือจั่วแบบกาแล หากแต่จะทำเป็นกิ่งหรือช่อยื่นขึ้นไปอันเดียว ส่วนใหญ่มักจะพบในอาคารสถา ปัตยกรรมชั้นสูง ที่ได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้านายพระบรมวงศานุวงศ์และองค์พระมหากษัตริยาธิราช นิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า “ช่อฟ้า” แต่จะปรากฏในหลายรูปหลายลักษณะ เช่น ช่อฟ้าปากนก ช่อฟ้าหางปลาไหล ช่อฟ้าปากปลา หรือทำเป็นรูปเทวดา […]

Wat Saddhadhamma © 2014